ผู้เขียน หัวข้อ: บอกเล่าชาวพระสุธรรมฯ  (อ่าน 2527 ครั้ง)

prasutham

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 160
  • ประพฤติตนดี มีความสุข
    • โรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา
    • อีเมล์
บอกเล่าชาวพระสุธรรมฯ
« เมื่อ: มกราคม 09, 2012, 05:25:25 PM »
วัดเราน้ำท่วมจนเป็นมืออาชีพแล้ว  ใครที่ผ่านชีวิตความเป็นศิษย์โรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา  ต้องมีประสบการณ์กันมาแล้วแทบทุกคน  ช่วงที่เหนื่อยหน่อยก็คือช่วงสู้กับระดับน้ำตอนกำลังจะเข้าวัด  กับตอนน้ำลดใหม่ๆที่ต้องทำความสะอาด   ตอนเหนื่อยก็เหนื่อยกันจริงๆหมดเรี่ยวหมดแรง โด๊ปแล้วโด๊ปอีก  ไหนยุงก็จะกัด  ง่วงก็ง่วง  การบ้านก็ไม่เสร็จ  สารพัดปัญหา  แต่พอเลยมาแล้วคุยกันอีกทีกลายเป็นเรื่องสนุกสนานไป    ทุกๆคราวที่น้ำมาก็จะมีงานหลักๆคือกรอกทรายใส่กระสอบ  ขนของขึ้นที่สูง  ขนกระสอบทรายขึ้นรถนำไปเรียงเป็นคันกันน้ำ  ซึ่งบางปีก็กันอยู่บ้างไม่อยู่บ้างตามสถานการณ์น้ำมาก-น้ำน้อย   แต่มีจุดหนึ่งที่สามารถพูดได้ว่าเอาอยู่มาตลอดเพราะเป็นจุดไฮไลท์ของวัดเราคือวิหารแก้วร้อยเมตร  ที่ประดิษฐานสรีระพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน   ที่วิหารแก้วนี้จะใช้อิฐมาก่อเป็นกำแพงแล้วฉาบให้เรียบเพื่อกันน้ำซึม  จากนั้นจะนำกระสอบทรายมาเรียงยันกำแพงด้านในเพื่อเพิ่มความแข็งแรง   แล้วก็ปล่อยน้ำเข้าในวิหารโดยสูบน้ำรักษาระดับไว้ที่ประมาณ ๒๐ ซม. เพื่อป้องกันน้ำดันจากใต้พื้นขึ้นมาทำให้พื้นเสียหาย  พร้อมจัดเวรยามเฝ้าระวังกันตลอด  ๒๔  ชั่วโมง  โดยมีหลวงพี่สมนึกเป็นแม่งานนอนบนแผ่นไม้กระดาน  เฝ้าน้ำมาตั้งแต่ยังเป็นพระเด็กๆ



ปี ๒๕๔๙  เป็นปีที่น้ำมากที่สุดปีหนึ่ง  ในช่วงแรกๆ ที่น้ำมาเราก็ทำตามสูตรคือ เก็บของบางส่วนพอเป็นพิธี  กรอกทรายใส่กระสอบ เตรียมตัวสู้กันเต็มที่  งานนี้คิดว่าสบายมากเพราะมีเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่จะช่วยบริหารน้ำที่จะเข้ากรุงเทพฯ  ยังไงน้ำก็ไม่ท่วมเราแน่   แถมวัดเรายังทำถนนเป็นเขื่อนรอบวัดแล้วด้วย    ปรากฏว่าหลวงพ่อนันต์ท่านบอกให้เก็บของขึ้นอย่างเดียว  ไม่ต้องสู้แล้ว  ปล่อยให้น้ำเข้าวัดเลย   ทีมงานพระก็แบ่งเป็น ๒ ส่วน  ส่วนหนึ่งเชื่อท่าน  อีกส่วนหนึ่งยังมีความเชื่อมั่นในการประเมินสถานการณ์ภาพรวมอยู่  ยังมั่นใจว่าสู้ไหว  เรื่องรักษาของสงฆ์ยังไงก็ถวายชีวิตกันอยู่แล้ว  ใครไม่สู้เราสู้เอง เอางั้นเลย   ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์บางอย่างกับหัวหน้าทีมฝ่ายใจสู้ของพวกเรา  ที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดและหันมาทำตามคำแนะนำของท่านแต่โดยดี 
ในที่สุดเมื่อน้ำท่วมเต็มที่  พวกเราก็ยอมรับว่ายังไงก็สู้ไม่ไหว  เพราะระดับน้ำสูงกว่าเขื่อนรอบวัดโดยเฉลี่ยประมาณ ๙๐ ซม.  ระยะทางเขื่อนรอบวัดก็ประมาณ ๓-๔ กิโลเมตร(เท่านั้น)   จะเอาอะไรมากั้นน้ำอยู่   แม่น้ำเจ้าพระยาปีนั้นกว้างมาก  กว้างจากถนนสายเอเชียมาถึงจังหวัดอุทัยธานี  โรงเรียนเราก็ภูมิใจที่มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านใต้ถุนโรงเรียน    คนเฒ่าคนแก่อายุ ๘๐ กว่าปีบอกตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นน้ำท่วมมากขนาดนี้เลย  ยังดีที่ตอนนี้แกตายไปเสียก่อน   ถ้าอยู่ถึงปี ๒๕๕๔  แกคงจะช็อค   



ปี ๒๕๕๔   ต้นปีแม่น้ำสะแกกรังแห้งจนแทบจะเดินข้ามได้  ไม่มีวี่แววว่าน้ำจะมากเลย  คิดว่าจะแล้งหนักด้วยซ้ำ  แต่ก็แปลกใจที่ท่านให้พระเร่งช่างก่อสร้างสโตร์เก็บของที่สวนใผ่   พอเดือนกันยายนน้ำมาเราก็คิดว่าน้ำคงท่วมเหมือนปีที่แล้วที่เราสู้จนน้ำหยุด   เราชนะแบบหวุดหวิดทั้งที่น้ำเกือบเท่าปี ๒๕๓๘ ด้วยซ้ำ    เป็นเพราะเราพอจะประเมินน้ำกันได้ จากพายุต่างๆที่เข้าประเทศเรา  จากข้อมูลการระบายน้ำของเขื่อนภูมิพล, เขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนเจ้าพระยา 
มาปีนี้แปลก  ในความคิดเราตอนนั้นถึงแม้น้ำจะมาก   แต่ข้อมูลโดยรวมก็ยังไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นมากนัก  ก็คิดเหมือนทั่วๆไปว่าน่าจะเอาอยู่   เพราะเขื่อนรอบวัดเราเทกำแพงคอนกรีตยกระดับขึ้นไปอีก  ๑  เมตร สูงกว่าระดับน้ำปี ๒๕๔๙ เล็กน้อย    พอเก็บของกันพอสมควรท่านก็ให้เปิดน้ำเข้าวัด   บริเวณวิหารแก้วร้อยเมตร ก็ป้องกันเหมือนเดิม  น้ำยังจ๋องแจ๋งกันอยู่เลย   ปรากฏว่าท่านให้อัญเชิญพระศพหลวงพ่อพระราชพรหมยานลงจากบุษบกในวิหารแก้วร้อยเมตรขึ้นไปตึกขาว    ทั้งที่ประดิษฐานมา ๑๘ ปีแล้วไม่เคยเคลื่อนย้ายเลย     สงสัยกันอยู่แค่วันสองวันก็หาย เพราะมีอยู่คืนหนึ่งกำแพงที่ก่อป้องกันน้ำไว้เกิดร้าว  น้ำค่อยๆไหลแทรกกระสอบทรายโดยไม่มีใครเห็น  พอได้ที่กำแพงก็พังน้ำทะลักเข้าวิหารแก้วร้อยเมตรราวกับเกิดสึนามิ   แล้วหลังจากนั้นสารพัดพายุที่ทยอยมาก่อนบ้างแล้วก็ยกทีมกันเข้าประเทศไทยแบบไม่เว้นวรรค     ทำให้เกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศอย่างที่พวกเรารู้กัน  จนระดับน้ำภายในวิหารแก้วร้อยเมตรสูงขึ้นถึง  ๑๗๐  เซนติเมตร แต่สรีระหลวงพ่ออยู่ในสถานที่ปลอดภัยแล้ว     


         
ปี ๒๕๕๕   น้ำแห้งแล้ว    ด้วยความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจของคณะศิษย์หลวงพ่อพระราชพรหมยาน  และศิษย์โรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา  ช่วยกันทำความสะอาดวัด   ช่วยกันบูรณะงานซ่อมแซมก็เร่งดำเนินการ  โดยเฉพาะวิหารแก้วร้อยเมตรขณะนี้ก็ใกล้แล้วเสร็จ   ภายในเปลี่ยนกระจกส่วนที่ถูกน้ำท่วมทั้งหมด  โดยรักษารูปแบบเดิมที่เป็นกระจกแพรวพราวระยิบระยับ   แต่ระเบียงด้านหน้ามีการปรับปรุงรูปแบบใหม่สวยงามมาก   ทั้งพระและช่างเลิกงานกันดึกทุกคืน  คาดว่าน่าจะทันงานทำบุญครบรอบ  ๑๙ ปีแห่งการมรณภาพของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วันที่  ๒๘-๒๙  มกราคมนี้
   
วันเสาร์ที่  ๒๘  มกราคม  ๒๕๕๕  นี้  เป็นวันเสาร์ ๕  ฤกษ์พรหมประสิทธิ์  ทางวัดจึงได้จัดงานสำคัญขึ้นพร้อมกัน  ๒  งาน คืองานอัญเชิญพระศพพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานกลับสู่วิหารแก้วร้อยเมตร  และงานพิธีพุทธาภิเษกพระพุทธรูปจำลองสมเด็จองค์ปฐมรุ่นฉลองสมณศักดิ์หลวงพ่อพระภาวนากิจวิมล(อนันต์  พทฺธญาโณ)  โดยมีกำหนดงานคร่าวๆดังนี้

๐๗.๐๐ น.  คณะศิษย์เตรียมตั้งขบวนด้านหน้าตึกขาว   รูปขบวนประกอบด้วยขบวนนักเรียนโรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยาถือธงชาติและธงพระธรรมจักรนำหน้า   ติดตามด้วยวงโยธวาทิต  จากนั้นเป็นขบวนพระภิกษุสงฆ์อัญเชิญพระพุทธรูป  รูปหลวงพ่อ  ขบวนเจ้าหน้าที่ถือเครื่องบูชา พานพุ่ม  นำหน้ารถอัญเชิญพระศพหลวงพ่อ    แล้วปิดท้ายด้วยคณะศิษย์ทุกหมู่เหล่า
๐๘.๐๐ น.  เคลื่อนขบวนจากตึกขาว  ผ่านหน้าปราสาททองคำ   ผ่านศาลา  ๑๒  ไร่   เคลื่อนขบวนมาตามถนนใหญ่ผ่านโรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา    แล้วไปเข้าประตูด้านหน้าวิหารแก้วร้อยเมตร   คาดว่าจะใช้เวลาช่วงนี้ประมาณ  ๑  ชั่วโมง  และขอความร่วมมือทุกคนที่มาร่วมขบวนถ้าใส่ชุดขาวมาได้ก็จะเรียบร้อยสวยงาม  แต่ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร  ชุดสุภาพก็ใช้ได้แต่ขอให้เข้าขบวนต่อจากชุดขาวอีกทีหนึ่ง

๐๙.๐๐ น.  ทำพิธีอัญเชิญพระศพหลวงพ่อพระราชพรหมยานขึ้นประดิษฐานยังบุษบก  ภายในวิหารแก้วร้อยเมตร    เสร็จแล้วพระภาวนากิจวิมลเป็นประธานคณะสงฆ์และศิษยานุศิษย์ ทำพิธีบวงสรวงบูชาพระคุณหลวงพ่อ  จากนั้นคณะสงฆ์และตัวแทนคณะศิษย์ฆราวาสทำพิธีขอขมาพระรัตนไตร  และขอขมาต่อหลวงพ่อพระราชพรหมยานที่อาจมีสิ่งใดประมาทพลาดพลั้งล่วงเกิน   เพื่อไม่ให้เกิดโทษ หรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ หรือการปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานในวันข้างหน้า

๑๐.๐๐ น. คณะสงฆ์ทำพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลที่ด้านหน้าพระพุทธชินราช  พระประธานในวิหารแก้วร้อยเมตร   วัตถุมงคลที่นำเข้าพิธีครั้งนี้มีหลายอย่าง  เช่น พระพุทธรูปจำลองสมเด็จองค์ปฐม(รุ่นฉลองสมณศักดิ์หลวงพ่อพระภาวนากิจวิมล)   เหรียญหลวงพ่อรับแขก(ด้านหลังเป็นยันต์ทำน้ำมนต์)   เป็นต้น   ใครที่มีโอกาสก็ขอให้ไปวัดกัน  ไปร่วมพิธีสำคัญทั้ง  ๒  พิธีนี้     เสร็จพิธีพุทธาภิเษก ก็จะจำหน่ายสมเด็จองค์ปฐมเนื้อชุบทองที่ระเบียงด้านหน้าวิหารเลย    ส่วนเนื้อที่ต้องจองให้ไปรับได้ตามสถานที่สั่งจอง
สำหรับที่วิหารแก้วร้อยเมตรนี้  สมัยหลวงพ่อพระราชพรหมยานเคยทำพิธีพุทธาภิเษกมาแล้ว  ๒  ครั้ง  คือพิธีพุทธาภิเษกสมเด็จองค์ปฐมรุ่น ๑  เมื่อวันที่  ๑๖ พฤษภาคม  ๒๕๓๕  และพิธีพุทธาภิเษกสมเด็จองค์ปฐมรุ่น ๒  เมื่อวันที่  ๓  กรกฎาคม  ๒๕๓๕     สำหรับสมเด็จองค์ปฐมรุ่นนี้อยากให้บูชากันเอาไว้เพื่อเป็นอนุสติ   เนื่องจากองค์ท่านมีขนาดเล็กกระทัดรัด  รายละเอียดงดงาม   เห็นแล้วจะระลึกถึงองค์ท่านได้ง่าย  ส่วนรายได้จากการบูชาพระก็จะถวายหลวงพ่อพระภาวนากิจวิมลเพื่อใช้ในการสร้างพระพุทธไสยาสน์ความยาว  ๕๐  เมตรให้แล้วเสร็จ  และใช้สำหรับทำนุบำรุงวัดท่าซุงด้วย 


   การสร้างก็นิมนต์หลวงพี่พระปลัดสมนึก  สุธมฺมถิรสทฺโธ  เป็นประธานนำชนวนสมเด็จองค์ปฐมที่หลวงพ่อพระราชพรหมยานได้รวบรวมศรัทธาพุทธบริษัทสร้างไว้เมื่อปี  ๒๕๓๕  มาเป็นชนวนในการเททองครั้งนี้   ในส่วนเนื้อทองคำ, เนื้อเงิน, เนื้อนวะโลหะ และเนื้อโลหะชุบทองแบบก้นกลวง   จะนำมาบรรจุชนวนสมเด็จองค์ปฐม, เส้นเกศาหลวงพ่อพระราชพรหมยาน และมวลสารของวัดท่าซุงด้วย จำนวนพระที่ขออนุญาต  สำหรับเนื้ออื่นๆก็สร้างตามที่จอง  แต่เนื้อโลหะชุบทองสร้าง  ๑๐๐,๐๐๐  องค์  ตั้งใจว่าให้เหลือเพียงพอสำหรับคนที่มาวัดจะได้บูชาพระไปเป็นที่ระลึก  แต่ตอนนี้ชักจะเครียดๆ  เนื่องจากช่างบอกว่ามีการผิดพลาดแบบไม่น่าจะเกิดขึ้นได้   ทำให้ตอนนี้ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่   รับประกันได้แค่  ๓๐,๐๐๐  องค์ อาจจะเกินนิดหน่อย  แต่ก็จะทำเต็มที่   แถมยังแนะนำให้หาช่างอื่นสำรองไว้ด้วย  เอาละซี    เราเลยไม่กล้าประมาท  รีบไปติดต่อช่างมีชื่อเสียงอีก  ๒  ช่างให้ทดสอบงานเลย  หนึ่งในสองนี้เป็นช่างที่วงการยกย่องว่าเป็นมือหนึ่งในการหล่อพระกริ่งของประเทศไทย  ใช้การหล่อแบบสุญญากาศซึ่งจะหล่อได้ปราณีตมาก   ดูงานทั้ง ๒ ช่างแล้วถ้าตามปกติก็ต้องถือว่าใช้ได้เพราะสวยกว่าช่างทั่วไปอยู่แล้ว   แต่สมเด็จองค์ปฐมรุ่นนี้มีขนาดเล็กและรายละเอียดมาก   ทำให้หล่อยาก  พอหล่อมาวางเปรียบเทียบกันแล้ว   จะเห็นความแตกต่างกันได้ชัดเจน    ดูแล้วกลายเป็นว่า   ๒  ช่างหลังนี่ เส้นยันต์ไม่เต็ม  ผิวก็ไม่ตึง  ขนาดก็หดเล็กไป     ปรึกษาทีมงานดูแล้วก็สรุปว่าขอเป็นช่างเดียวดีกว่า   ตอนนี้ก็ได้แต่ฝากความหวังไว้กับช่างประจำของเรา  ได้เท่าไหนก็เอาเท่านั้น   ขอเพียงว่าให้พอจำหน่ายในช่วงวันงาน ๒๘-๒๙  มกราคมก็พอ   หลังจากนั้นเหลือมาก-น้อยก็ไม่เป็นไร     ยอมถูกตำหนิเพราะพระไม่ครบดีกว่าถูกตำหนิเพราะพระไม่สวย    และพยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่าคงเป็นธรรมดาของการสร้างสมเด็จองค์ปฐม   สมัยหลวงพ่อสร้างรุ่น  ๑  จำนวน  ๓๐,๐๐๐ องค์ ได้แค่  ๓,๐๐๐  องค์    รุ่น  ๒  สร้าง ๓๐,๐๐๐  องค์ ได้มา ๑๐,๐๐๐ องค์    รุ่นนี้เราเองก็เตรียมการล่วงหน้าเป็นปี   พอหลวงพ่อนันต์ได้เลื่อนเป็นพระครูปลัดสุวัฒนสมาธิคุณ   ก็คิดว่าท่านต้องขึ้นเป็นพระราชาคณะแน่    ก็ให้ช่างแกะแม่พิมพ์เลย   ใช้เวลาแกะอยู่  ๗  เดือน  แกะเสร็จช่างบอกคงทำองค์นี้เป็นองค์สุดท้ายแล้วเพราะสายตาไม่ไหว   ต่อไปคงแกะแต่พระกริ่งองค์ใหญ่ๆ    สำหรับเราเห็นพระแล้วก็ชื่นใจ  ถือว่าลงตัวตามแบบที่สุด   ไล่บี้กันมาหลายองค์จนรู้ระดับความต้องการกันแล้ว     ถึงกับคุยเล่นๆกันว่าพระองค์นี้เป็นบทสรุปของพระเครื่องในรอบ  ๒,๕๐๐ ปีเลย(เราสรุปของเราคนเดียวนะ)       ว่าไปเดี๋ยวใครจะว่าปั่นกระแสกันอีก   ก็ไม่เป็นไร   เพราะคงไม่มีมุมไหนที่ถูกใจใครได้หมด    แค่อยากให้มีกันทั่วถึงจะได้ไม่ต้องมาร้องตะแหง๊วๆ กันภายหลัง หลังจากได้พิมพ์มาแล้วก็ไม่รอช้า   รีบถอดพิมพ์เป็นเนื้อเงินมายิงเรเซอร์เลย  แต่ก็มาติดปัญหาน้ำท่วม    พอน้ำลดงานเดินได้ก็มีเหตุให้ได้ไม่ครบอีก    ตอนนี้เลยได้แต่ยอมรับสภาพว่าการสร้างพระ  เป็นงานที่เราไม่สามารถควบคุมให้เป็นไปตามความต้องการของเราได้เลย    คงต้องว่าไปตามสถานการณ์หน้างานเพียงอย่างเดียว   บทสรุปคงจะมีอยู่แล้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 09, 2012, 05:28:22 PM โดย prasutham »